โบรเคดเผย ถึงยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายกันใหม่ด้วย The New IP


โบรเคดเผย ถึงยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายกันใหม่ด้วย The New IP

โบรเคดเผย ถึงยุคแห่งการปรับโฉมระบบเครือข่ายกันใหม่ด้วย The New IP

ระบบเครือข่ายแบบเดิมที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในยุค ‘พยายามเต็มที่ (best effort)’ และใช้กับแอพพลิเคชั่นที่ยังไม่ต้องรองรับวิกฤติธุรกิจ (non-mission critical applications) นั้นไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว เมื่อเข้ายุคปัจจุบันจึงมีข้อจำกัดมากมาย กลายเป็นอุปสรรคในธุรกิจบนโลกโซเชียล คลาวด์ โมบาย และการใช้บิ๊กดาต้า ซึ่งการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นถือเป็นเรื่องธรรมดา และความคล่องตัวถือเป็นสิ่งจำเป็นของงานแต่ละวันไปแล้ว

ศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ในวันนี้คือ ‘ด่านแรก’ ของธุรกิจ เพราะส่งผลโดยตรงต่อการตอบสนองการแข่งขันและความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะเราอยู่ในยุคที่ลูกค้าติดต่อธุรกิจผ่านเทคโนโลยี มิใช่พบกันตัวต่อตัว ลูกค้าใช้การสื่อสารอุปกรณ์ประเภทต่างๆ และแอพพลิเคชั่น ซึ่งมีดาษดื่นให้เลือกใช้ ย่อมหมายความว่าระบบเครือข่ายการต่อเชื่อมภายในดาต้าเซ็นเตอร์ต้องคล่องตัว ไดนามิกส์ และออโตเมท เพียงพอที่จะรับมือทิศทางนี้ได้

เบนิ เซีย ผู้อำนวยการระดับภูมิภาค บริษัท โบรเคด ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบเครือข่ายนี้เรียกว่า “The New IP” ที่มีลักษณะระบบเครือข่ายที่ให้บริการแบบอิงซอฟต์แวร์ ในแบบเวอร์ช่วลไลซ์ (virtualized and software-based network services) วิ่งบนฮาร์ดแวร์ที่ใช้ร่วมกัน (commoditized hardware) และมีความต้องการของลูกค้าชี้รูปแบบสถาปัตยกรรมโครงสร้าง ที่ควรเป็นแบบเปิดและใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สเพื่อเลี่ยงคอขวดระหว่างเวนเดอร์ที่ต่างกัน

สถาปัตยกรรมโครงสร้างของ The New IP ประกอบด้วย 4 เลเยอร์ ได้แก่ Physical Underlay, Network Services (NFV), Control Service (SDN) และ Orchestration

Physical Underlay
เลเยอร์ Physical Underlay นี้ถือเป็นส่วนที่จำเป็นขาดเสียมิได้ เพราะข้อมูลแอพพลิเคชั่นเวอร์ช่วลจำเป็นต้องวิ่งบน physical assets จำเป็นต้องมีการต่อเชื่อม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรองรับออโตเมชั่นอย่างแท้จริง และสนองต่อออโตเมชั่นทูลหลายรูปแบบที่เลเยอร์ Control Services (SDN) หรือ Orchestration

Services Layer
เลเยอร์ Services Layer เป็นส่วนที่ Network Functions Virtualization (NFV) ติดตั้งอยู่ โดย NFV นี้เปลี่ยนแปลงวิธีการให้บริการระบบเครือข่ายและวิธีการใช้งาน เพราะ NFVs วิ่งบนฮาร์ดแวร์แพลตฟอร์มมาตรฐานอุตสาหกรรม x86 แทนฮาร์ดแวร์ปรับแต่งจากเน็ตเวิร์คเวนเดอร์เดิมๆ จึงประหยัด CAPEX ลงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยค่าใช้จ่ายของซอฟท์แวร์ และ x86 เซิร์ฟเวอร์ฮาร์ดแวร์ เป็นส่วนที่ลดลงได้มากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิมที่เคยใช้งานกันมา

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ยังให้ความคล่องตัวที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เพราะบริการเครือข่าย เช่น เราติ้ง, ไฟร์วอลล์, โหลดบาลานซิ่ง และอื่นๆ นั้นสามารถที่จะเรียกใช้งานได้แบบเดียวกับที่เราใช้เวอร์ช่วลไลซ์แอพพลิเคชั่น สามารถที่จะดึงแอพพลิเคชั่นมาใช้ผ่านบริการเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้เกือบจะทันทีทีเดียว เมื่อเทียบกับการที่ต้องจัดหาอุปกรณ์เสริมต่าง เช่น พื้นที ชั้นวาง และฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ด้านระบบคาวมปลอดภัย ก็อาจเสียเวลไปเป็นวันๆ หรือเป็นสัปดาห์ทีเดียว

ส่วนที่สำคัญอีกส่วนได้แก่ การมองเห็นและวิเคราะห์ระบบเครือข่ายและแอพพิเคชั่นที่ดีขึ้น ปัจจุบันเวอร์ช่วลไลซ์ดาต้าเซ็นเตอร์หมายถึงไปรเวท พลับลิก และไฮบริดคลาวด์ โดยแอพพลิเคชั่นสามารถอยู่หรือย้ายไปยังดาต้าเซ็นเตอร์อื่นๆ ได้ทั่วโลก คือการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่มีกำแพงกั้นนั่นเอง และนี่คือการมองเห็นและการวิเคราะห์ที่ช่วยด้านความปลอดภัย, การปฏิบัติข้อกำหนดนโยบาย และช่วยแม้กระทั่งในเลเยอร์ service level agreements (SLAs)

Control Layer
เลเยอร์ Control Layer สร้างอยู่บน Services Layer ด้วยวิธีการควบคุมระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ระบบความปลอดภัยแบบรวมศูนย์กลางโดยไม่ต้องสัมผัสจับต้อง ครั้งใดที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการทางธุรกิจ ซึ่ง Software-Defined Network (SDN) จะทำให้การควบคุมทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบนามธรรม โดยแอพพลิเคชั่นธุรกิจสามารถกำหนดวิธีการที่ระบบเครือข่ายจะตอบสนองได้ขึ้นอยู่กับ ข้อกำหนดของแอพพลิเคชั่นนั้นๆ ไม่ว่าจะเพื่อหาช่องทาง (route) ที่มีแบนด์วิดธ์สูงขึ้น หรือเพียงเพื่อให้แน่ใจว่าเว็บแอพพลิเคชั่นสามารถคุยกับดาต้าเบสแอพพลิเคชั่นได้ไม่ว่าจะตั้งอยู่ ณ ชั้นใด ดาต้าเซ็นเตอร์ใดก็ตาม แทนที่จะปล่อยให้อุปกรณ์สื่อสารเลือกช่องทางสื่อสารตามค่าระบบตามคำสั่งหน้าอินเตอร์เฟซ ปัจจุบันมี ข้อมูลและการควบคุมในระดับเน็ตเวิร์คที่สามารถตั้งโปรแกรมไว้ได้

นวัตกรรมล้ำหน้าของ SDN คือความสามารถในการสื่อสารของ SDN แอพพลิเคชั่นกับ SDN Controller ผ่านแอพพลิเคชั่นอินเตอร์เฟซ เพื่อกำหนดพฤติกรรมของระบบเครือข่าย โดยสามารถบริหารได้จากศูนย์ส่วนกลาง และ SDN controllerแบบโอเพ่นซอร์สเช่น OpenDaylight จะเป็นตัวที่ทำให้นวัตกรรมก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และขจัดคอขวดของความต่างของเวนเดอร์

Orchestration Layer
ที่เลเยอร์ Orchestration Layer – ไม่ว่าจะมีโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์เช่น OpenStack หรือ CloudStack หรือ ซอฟต์แวร์ orchestration ประเภทอื่นๆ เซิร์ฟเวอร์และแอพพลิเคชั่นแอดมินสามารถใช้งาน หรือยกเลิกการใช้งานเวอร์ช่วลคอมพิวและแอพพลิเคชั่นได้ แต่ด้วย NFV ทูลเดียวกันสามารถใช้งานประเภทเดียวกันนี้ได้แล้ว กับบริการเครือข่าย ที่จริงสามารถเรียกใช้ทรัพยากรเครือข่ายได้ตามความจำเป็นของธุรกิจเลยทีเดียว

องค์กรธุรกิจควรต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร?
ธุรกิจที่ใช้ The New IP จะตอบรับการแข่งขันและความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้นควรต้องเตรียมรับมืออย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงนี้?

เบนิ เซีย ผู้อำนวยการระดับภูมิภาค บริษัท โบรเคด ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ประการแรก มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการมองกระบวนการบริการควบคุมระบบเครือข่าย รูปแบบเก่าๆ แบบกล่องต่อกัน มีอินเทอร์เฟซใส่คอมมานด์ ตั้งค่าระบบ โดยมากมักตั้งค่าตามหลังสิ่งที่เกิดขึ้น จะค่อยๆ หมดไป บริษัทองค์กรต่างๆ ต้องทำออโตเมชั่น และมองหาความเรียบง่ายเพื่อให้ได้กระบวนการทำงานที่คล่องตัว

ประการที่สอง ต้องมีแผนงานเพื่อเตรียมโครงสร้างเครือข่ายสำหรับบริการเครือข่ายแบบเวอร์ช่วลไลซ์ และการเรียกใช้งานแบบตั้งโปรแกรมได้ เช่น บริษัทสามารถตั้งค่าให้แน่ใจว่าอุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่เป็น physical underlay ต้องรองรับ OpenFlow หรือต้องทำงานกับเวนเดอร์และพาร์ตเนอร์เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถข้ามช่องว่างในการควบคุมอุปกรณ์รุ่นเก่าที่มีใช้งานอยู่ได้

ประการที่สาม บริษัทควรที่จะเริ่มคิดเกี่ยวกับการหาทักษะด้าน DevOps อาจจะเป็นการฝึกอบรมพนักงาน หรือนำคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะนี้เข้ามาทำงาน ในขณะเดียวกัน สามารถทำงานร่วมกับเวนเดอร์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านซอฟท์แวร์ และการเขียนสคริปท์

The New IP เปิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้ต่อเนื่องรวดเร็ว
เบนิ เซีย กล่าวว่า The New IP สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ไม่เพียงแต่สำหรับเวนเดอร์ แต่รวมถึงบริษัทที่นำมาใช้งานด้วย ความคล่องตัวทางธุรกิจในการตอบรับเงื่อนไขทางการตลาดใหม่ๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ได้เท่านั้น แต่ยังดึงลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาได้อีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว และองค์กรธุรกิจหลายองค์กรก็ศึกษาหาช่องทาง และทดสอบโซลูชั่นในทิศทางนี้เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้รวดเร็ว ส่วนองค์กรใดที่ยังเลือกจะอยู่นิ่งๆ ไปก่อนก็จะถูกให้อยู่ข้างหลังอย่างแน่นอน

หมวดหมู่ข่าวทั้งหมด